30.6.52

ทำสวยริมถนน

หลายคนอาจจะเคยมีประสบการณ์เจ็บ เจ็บ ในการ ทำสวยกันมาบ้างแล้ว เรียกว่า ต่อให้เจ็บบ้างอะไรบ้างเพื่อความสวย...ยอมได้ทั้งนั้น สำหรับเราแล้วหลายเดือนก่อน เคยมีประสบการณ์เจ็บ เจ็บ ในการทำสวยอยู่เหมือนกัน นั่นคือการ ถอนขนหน้า หรือ ที่คนจีน เรียกกันว่า หมังหมิง ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการเสริมความงามที่สาวจีนสมัยก่อนนิยมทำกันค่ะ ส่วนเราถึงจะไม่ใช่สาวจีน สาวหมวย ก็อยากสวยกะเค้าบ้าง... อิอิ


ถ้าผ่านไปแถว ๆ เยาวราช จะเห็นสาว ๆ นั่งหนั่งหน้าขาววอกทำอะไรกันอยู่ริมถนน แล้วก็จะมีกลุ่มผู้หญิงนั่งปั่นด้ายบนใบหน้าของลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง...ซึ่งเป็นการถอนขนบนใบหน้าด้วยเส้นด้ายซึ่งเป็นที่นิยมกันมากมีเหลืออยู่ย่านเดียวในประเทศไทย และตามห้างสรรพสินค้าบางที่ก็มีให้บริการเหมือนกัน เช่น ที่ ยูเนี่ยนมอลล์ ลาดพร้าว การทำหมังหมิงนอกจากช่วยให้ใบหน้าเกลี้ยงเกลาแล้ว ยังเป็นการนวดหน้า ทำให้โลหิตไหลเวียนและขจัดสิวเสี้ยนอีกด้วย ภายหลังการทำผิวหน้าจะเปล่งปลั่งดูสุขภาพดีขึ้นด้วยค่ะ

อุปกรณ์ที่ใช้ในการถอนขนหน้าจะมีเพียงแป้งแข็ง ที่เรียกว่าติงตังหุ้ง หรือหมุ่งเม้ง แล้วแต่ยี่ห้อค่ะ มีลักษณะเป็นก้อนแป้งแข็งสีขาวคล้ายดินสอพองของไทยเรา ปกติผู้หญิงจีนใช้สำหรับผัดหน้า และด้ายเส้นเล็กๆ แบบเดียวกับที่เราใช้เย็บผ้า...แค่นั้นเองค่ะ

วิธีการเริ่มจาก ทาแห้งให้ทั่วใบหน้า ไม่เว้นแม้แต่หนังตาและใบหู เพื่อช่วยให้มองเห็นเส้นขนและสิวเสี้ยนชัดเจน ทำให้ถอนขนได้ง่ายขึ้น เพราะเนื้อแป้งมีความฝืดเล็กน้อย จะช่วยลดความมันบนใบหน้าได้ จากนั้นช่างก็จะใช้ด้ายพันนิ้วมือทั้งสองให้ตึง ทบไปมาเป็นลักษณะคล้ายเลขแปด รูดไปบนผิวหน้าเพื่อให้เส้นขนพันกับด้ายแล้วดึงเร็วๆ เป็นการลดความเจ็บปวด แต่เรารู้สึกว่ามันเจ็บม๊าก....กกกก (ขอบอก) ทำซ้ำๆอย่างนี้จนทั่วทั้งใบหน้า และใช้วิธีการเดียวกันนี้ถอนขนคิ้วและไรผมที่หน้าผากให้ได้รูปสวยงามด้วย กว่าจะเสร็จใช้เวลาประมาณ20-30 นาทีค่ะ พอทำเสร็จแล้ว หนังหน้าเราจะเป็นสีแดงระเรื่อ แดงเลือดฝาดประมาณนั้น แต่เราไม่ยักกะเห็นแดงเลย คงเพราะดำมากกว่า 555 และจะรู้สึกคันยิบๆ แต่ช่างบอกว่าไม่ต้องตกใจเพราะอาจจะเป็นการระคายเคือง แล้วอาการเหล่านั้นก็จะหายไป สามารถทำได้บ่อยถ้าไม่กลัวเจ็บ แนะนำว่า ถ้าต้องการเพียงกำจัดขนก็ทำเดือนละครั้ง แต่ถ้าต้องการกำจัดสิวเสี้ยนต้องหมั่นทำเป็นประจำ ประมาณเดือนละ 2 ครั้ง ค่ะ

23.6.52

อ้วนระยะสุดท้าย

แฟนสุดที่รัก : "เมื่อเช้าเค้าช่างน้ำหนัก ลด 5 กิโลเฟ้ย ลดเว่อร์ ๆ เหลือสัก 70 น่าจะดี อิอิ"

ช่วงนี้แฟนสุดที่รักกำลังลดน้ำหนัก อย่างจริงจัง เพราะจัดว่า "อวบระยะสุดท้าย" แล้วค่ะ

3 ปี ที่คบกันมานี้ แฟนสุดที่รัก มีพัฒนาการที่สมวัยมาก ในด้านรูปร่าง 555 คือ อ้วนขึ้น อ้วนขึ้น จนไม่กล้าช่างน้ำหนักเลยทีเดียว
ครั้งแรกที่คบกัน เราจำได้ว่า แฟนสุดที่รัก น้ำหนักอยู่ที่ 75 กิโลกรัม แต่เราไม่ได้รู้สึกว่าเค้าอ้วนมากมายอะไร เพราะเราชื่นชอบคนอ้วนอยู่แล้ว เหตุผลคือ เวลามีแฟนตัวใหญ่ ๆ อ้วน ๆ กลม ๆ เราจะกลายเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ดูน่าทะนุทะนอม คือ อยากเป็นผู้หญิงตัวเล็ก นั่นเอง (ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ 555) แหมจะว่าไป ตอนนั้น น้ำหนัก เราอยู่ที่ 43-45 กิโลกรัม เอ๊ง !! อยากย้อนกลับไปตอนนั้นจริง ๆ ค่ะ... แต่เวลาก็ไม่เคยย้อนกลับ บัดนาวนี้ น้ำหนักเรา อยู่ที่ 50 กก. แล้วคาดว่าคงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เรียกว่า มีพัฒนาการ สมวัย ทั้งคู่ 555
3 ปี มานี้ เราเต็มที่ มาก ๆ ในเรื่องการกิน แต่เป็นการเต็มที่ในแบบของเรา คือ อยากกินอะไรกิน อาหารอร่อย ๆ อาหารดี ๆ อาหารที่เราโปรดปราน Buffet Lover/ Ice cream Lover Chocolate Lover ถึงจะประโยชน์บ้าง ไม่มีบ้าง เราเห็นตรงกันว่า เราทำงานหนัก ทำงานเหนื่อย อาหารที่อร่อย ๆ มันก็เหมือนเป็นการให้รางวัลกับชีวิต แต่ คู่เรา อาจจะให้รางวัลกับชีวิตกันทุกบ่อย ทุกบ่อย อาหาร ก็เลย ให้รางวัล เรา เป็นน้ำหนักที่เพิ่มขึ้น เพิ่มขึ้น


เวลาตัวเราน้ำหนักเพิ่มขึ้น จะออกแก้ม ก่อนเลย แล้วจะไปที่ ต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง แท็คทีมโดยพร้อมเพรียงกัน เมื่อก่อนเวลาใส่เสื้อแขนกุดมั่นใจเชียว เดี๋ยวนี้พับเก็บแต่ยังแอบซื้อ เสื้อแขนกุด สายเดี่ยว เสื้อกล้ามอยู่บ้าง จนแฟนสุดที่รักบอกว่า "ไม่ต้องซื้อหรอกเสื้อแขนกุดเพราะตะเองก็ต้องสวมแขนยาวคลุมอยู่ดี" ก็จริงของเค้า 555 เป็นเหตุผลหนึ่งของการซื้อเสื้อผ้าบ่อย ๆ เพราะเรามักจะอ้างว่า ที่ต้องซื้อก็เพราะ "เค้าอ้วน เค้าไม่มีเสื้อผ้าจะใส่แล้ว" (แล้วที่อัดแน่นอยู่เต็มตู้ เค้าเรียกว่าอะไร 5555) แต่ถึงจะอวบอ้วน ขึ้นยังไง ก็ยัง โปรดปราน กางเกงขาสั้น อยู่เหมือนเดิม แฟนสุดที่รักเคยจัดตู้เสื้อผ้า นั่งพับแยกสีให้เสร็จสรรพ แถมนับให้อีก สรุปว่าตอนนี้มีเรากางเกงขาสั้นอยู่ 20 กว่าตัว (ขนาดว่าโละไปขายเปิดท้ายบ้างแล้วนะ) แต่ที่ชอบและใส่บ่อย ๆ คือ ยีนส์ขาสั้น ขาสั้นลายสก๊อต แล้วก็ขาสั้นสีดำ แบบว่าตัวโปรด ใส่แล้วสบาย ไม่อึดอัด "ก็เค้าอ้วนอ่ะ" 5555 มุขนี้ยังใช้ได้อยู่ดี


ส่วนแฟนสุดที่รัก จริง ๆ แล้วเค้าเอง ค่อนข้างจะเป็น Sport Tom อยู่เหมือนกัน เพราะสมัยเด็ก ๆ สมัยวัยรุ่น จะตีเทนนิส แล้วก็ปั่นจักรยานเสือภูเขา เพราะปั่นกันทั้งบ้าน คุณพ่อเค้าเป็นนักแข่งจักรยาน เราก็เพิ่งได้รู้ว่าจักรยาน คันละ 100,000 ก็มีด้วย โอ้แม่เจ้า แพงไปมั๊ย 5555 เคยขี่แต่ BMX คันไม่ถึงพัน 555 คุณแม่แฟนสุดที่รักอุตส่าห์เอาจักรยานมาให้ลูกสุดที่รัก เผื่อลูกเห็นแล้วจะเกิดแรงบันดาลใจ อยากจะปั่นเพื่อลดน้ำหนักบ้าง อะไรบ้าง แต่ก็ไม่มีผล จักรยานคันที่ว่านี้ทำหน้าที่แค่พาเราไปซื้อขนม ซื้อกับข้าว ในหมู่บ้านแค่นั้นเอง 555 แต่จริง ๆ เราสองคนก็พยายามชวนกันฟิตหุ่นอยู่หลายครั้ง ซื้อไม้แบดมินตันคู่ใหม่แล้วพากันไปตีแบดฯที่สนามในหมู่บ้าน สุดท้ายก็ตีได้ 3-4 ครั้งก็เลิกล้มไป ต่อมาก็ซื้อไม้เทนนิส แต่เผอิญเราเล่นไม่เป็นซะด้วย ก็เลยขาดคู่ ทุกวันนี้ไม้เทนนิสก็ยังแขวนนิ่งอยู่ ตอนวันเกิดแฟนสุดที่รัก เรา ให้เสื้อว่ายน้ำ กับ แว่นตา เป็นของขวัญ เผื่อแฟนสุดที่รักนึกอยากออกกำลังกายบ้าง สรุปว่า ไปว่ายน้ำ กันได้ 2-3 ครั้ง ก็เลิกไป ตอนนี้ เสื้อว่ายน้ำก็นอนนิ่งอยู่ในตู้ รอเจ้าของหยิบใช้ในวาระต่อไป 555


แต่เมื่อความอวบระยะสุดท้ายมาเยือน ทำให้แฟนสุดที่รักต้องมุ่งมั่นที่จะลดน้ำหนักจริง ๆ ซะที(จริง ๆ เราแอบคิดนะว่า หรือว่าสุดที่รักจะแอบมีกิ๊กนะเนี่ย อ้วนมาตั้งนาน เพิ่งจะอยากมาลดตอนนี้ 555 คิดได้นะเรา)จริง ๆ ที่ต้องลดเพราะปัญหาสุขภาพเป็นหลักนั่นแหละ ตอนนี้ความดันสูงมาแล้ว เราจะคอยบอก คอยย้ำ กับแฟนสุดที่รักเสมอว่า "เค้าไม่อยากเป็นหม้ายก่อนวัยอันควร..." 555

ปกติเวลาเราถามแฟนสุดที่รักว่า ตอนนี้หนักเท่าไหร่แล้ว เค้าก็จะไม่ค่อยตอบ จะอ้างว่าไม่ได้ชั่ง ไม่กล้าชั่ง เราก็คาดเดาจากสายว่า น่าจะอยู่ที่ 87 กิโลกรัม แต่การคาดเดาของเราผิดถนัดเลย เมื่ออาทิตย์ที่แล้ว แฟนสุดที่รักมาเล่าให้ฟังว่า เค้าช่างน้ำหนักที่ออฟฟิศ ตอนนี้หนัก 105 กิโล แล้ว เราตกใจมาก ๆๆๆ ไม่อยากจะเชื่อเลย เวลาผ่านไป 3 ปี น้ำหนัก ขึ้นมาได้ถึง 30 กิโล เชียว หลังจากหายตกใจ แฟนสุดที่รักบอกว่าพี่ที่ทำงานก็เลยแนะนำผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ช่วยลดน้ำหนักมาให้ มีส่วนผสมของ ส้มแขก ถั่วขาว แล้วก็อีกหลาย ๆ ตัว เป็นกระปุก ให้ทานก่อนมื้ออาหาร 1 เม็ด เราไม่ค่อยห่วงอะไร ห่วงแต่ว่า ได้ อย. หรือ เปล่าแค่นั้น เพราะเราคลุกคลี สนิทชิดเชื้อกับ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จำพวก ลดความอ้วน หน้าเด้ง ผิวขาว สลายไขมัน เพราะเคยทำสคริปต์ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเหล่านี้ให้ลูกค้าในรายการ TV เลยพอจะรู้ข้อมูลบ้าง หลังจากได้ตัวช่วยมาแล้ว แฟนสุดที่รัก ก็มีวินัยมากขึ้นในการลดน้ำหนัก เช่น ในเรื่องการทานอาหาร คือ จะทานน้อยลง จาก 2 จาน เหลือ 1 จาน ทุกวันนี้หุงข้าวเหลือทุกวันเลย (ยังไม่ชิน55)ขนมจุบจิบก็น้อยลง ออกกำลังกายมากขึ้น คือ จะออกไปปั่นจักรยานตอนเช้าหลังตื่นนอน ประมาณ 20 นาที หรือ วันไหนขี้เกียจ ก็ไปปั่นตอนกลางคืน หลังกลับจากทำงาน ส่วนเสาร์-อาทิตย์ ออกไปปั่นทางไกลหน่อย 10-15 กก. ได้ ตอนนี้ผ่านไป 10 วัน น้ำหนักลด ไป 5 กิโล น่ายินดี และ ดีใจแทนจริง ๆ

แฟนสุดที่รัก ลดไปตั้ง 5 โลแบบนี้ เราจะยอมได้ไง เดี๋ยวอดเป็นผู้หญิงตัวเล็ก เล็ก กันพอดี

เรา: "ตะเองวันศุกร์นี้สั่งมาให้เค้า 2 กระปุก เลยนะ" 555555 (ไม่ผอมให้มันรู้ไป)

21.6.52

เบื่อ เบื่อ เบื่อ


วันนี้ "ต่อมความเบื่อ" เริ่มทำงาน

เบื่อ "คำพูด" ที่ไม่น่าฟัง ของใครบางคน

เบื่อ "งาน" ที่ทั้งเยอะ ทั้งยุ่ง หลายสิ่ง

เบื่อ "ปัญหา" ที่ต้องคอยมานั่งแก้ แต่ละวัน แต่ละวัน

เดี๋ยวมันก็ผ่านไป "สู้ สู้ เป็ดน้อย"

14.6.52

เริ่มต้นปีที่ 4 "ของเรา"

เวลาผ่านไปเร็วมาก ๆ ในที่สุดก็เดินทางเข้าสู่ปีที่ 4 แล้ว สำหรับความรักของเรา เค้าเชื่อในเรื่องของ "พรหมลิขิต" หาก "วันนั้น" ถ้าเค้าไม่รีบบินกลับมาจากภูเก็ต เพื่อมาเจอเพื่อน ๆ ที่ Zeta "เรา" ก็อาจจะไม่มี "วันนี้" ก็ได้ เพียงแต่ว่าคืนนั้น "เรา" ไม่ได้เจอกัน"เรา"คาดกันแค่เสี้ยววินาที จริง จริง



เพื่อนที่เป็น "พ่อสื่อ"ให้เรา ถามก่อนจะได้เจอตะเอง ว่า "ชอบคนแบบไหน?" เค้าตอบไปว่า "ชอบคนใจดี ตลก ๆ ตัวอ้วน ๆ หน้าคม ๆ" พอได้มาเจอกันจริง ๆ ไม่น่าเชื่อทุกอย่างมันรวมอยู่ในตะเองหมดเลย



ยังจำวันที่ "เรา" เจอกันครั้งแรกได้เลย คนตัวกลม ๆ หน้าคม ๆ เดินยิ้มหวานมาแต่ไกล ตรงสี่แยกไฟแดง สามเสน เค้ารู้สึกว่า...เหมือนเพิ่งเกิดขึ้น เมื่อวานนี้เอง "เรา" ไปหม่ำข้าวกันที่ร้านริมน้ำ แถวสะพานพระราม8 บรรยากาศดี ลม เย็น เย็น ตะเองแกะกุ้งเผา ได้เก่งมาก ๆ วางเรียงเป็นวงกลม สวยงาม เอ...หรือว่าจะเป็น "มนต์รักกุ้งเผา" 5555


"เรา" มีความชอบ ที่เหมือน ๆ กัน

"เรา" ชอบท่องเที่ยว ถึงไหน ถึงกัน


"เรา" ชอบถ่ายรูป อย่างบ้าคลั่ง !!!


"เรา" ชอบน้องหมา
"เรา" ชอบแต่งตัวคล้ายกัน....ไปงานไหนไม่มีหลุดคอนเซ็ปต์ ขอให้บอก 555


"เรา" ชอบธรรมชาติ ดอกไม้ ต้นไม้ สายลม ทะเล


"เรา" ชอบอ่านหนังสือ


"เรา" ชอบฟังเพลง


"เรา" ชอบดูหนัง


"เรา" ชอบร้องคาราโอเกะ


"เรา" ชอบหม่ำของอร่อย ๆ


"เรา" ชอบ shopping


"เรา" ชอบอยู่บ้าน


ด้วยความเหมือน และ ต่าง ของเรา เค้ามองว่า "เราต่างมาเติมเต็ม" ให้กันและกัน รู้สึกว่า ตัวเค้าเองช่างโชคดีเหลือเกินที่ได้มาใช้ชีวิตด้วยกัน ตลอด 3 ปีมานี้ มีทั้งเรื่องราวดี ๆ และ แย่ ๆ ผ่านเข้ามาในชีวิต แต่เราก็สามารถก้าวผ่านเรื่องแย่ ๆ นั้นไปด้วยกันได้ เราไม่เคยทอดทิ้งกัน


ขอบคุณสำหรับความรักดี ๆ ที่มีให้


ขอบคุณสำหรับความห่วงใย


ขอบคุณสำหรับการดูแลเอาใจใส่


ขอบคุณที่อยู่เคียงข้างกัน


ขอบคุณที่ยอมเหนื่อยและทำทุกอย่างเพื่อสร้างครอบครัวของ "เรา"


love love นะ

11.6.52

เมื่อฉันเป็น Presenter

สวยหรู ดูดี เชียวล่ะ ที่จู่ ๆ ก็ได้เป็น พรีเซ็นเตอร์ ด้วยความไม่ได้ตั้งใจ แล้ว ก็ไม่ได้อยากจะเป็นเลย จริง ๆ สืบเนื่องมาจากการเปลี่ยนทรงผมใหม่ของเรานั่นเอง พี่ ๆ เพื่อน ๆ หลาย คน บอก ว่าตัดทรงนี้แล้วดูเด็กลง เจ้านายก็บอกว่า ทรงนี้ดูดี หลาย ๆเสียงมักจะชื่นชมในเชิงบวก แต่มีน้องตากล้อง แซว ได้ แซว ดี วันแรกที่เห็นเราตัดผมใหม่

"ใครบอกให้ตัดทรงนี้ หัวกลม ยังกะหมวกกันน๊อก" (คิดในใจ โปรดอย่าได้ทัก ไม่งั้นอาจเสียเซลฟ์อีก จะเปลี่ยนทรงไหนก็ไม่ได้แล้ว เพราะสั้นขนาดนี้ คงโกนได้อย่างเดียวหรือ ไม่ก็เปลี่ยนหัว 5555)

กลับบ้านก็รีบเพ่งพิจารณา แล้ว ถามแฟนสุดที่รักว่า "หัวเค้าเหมือนหมวกกันน๊อกเปล่า?" แฟนสุดที่รักไม่ตอบ แค่หัวเราะ หึ หึ



เมื่อวาน ไปออกกองถ่าย ที่ ร้านกาแฟวาวี ซอยอารีย์ น้องตากล้องคนเดิม ก็ป่าวประกาศ กับทีมงาน ว่า "รู้เปล่า ว่าพี่เป็ดเค้าเป็นพรีเซ็นเตอร์หมวกกันน็อค" ทุกคนขำกันใหญ่ แล้วก็เพ่งสายตา มาที่กบาลของเรา

แล้วก็แซวทรงผมหมวกกันน็อกตลอดเว (ยุ่งจริ๊ง กับกบาลช้าน..นน) แต่โชคดียังมีเพื่อนสุดที่รักเข้าใจ

เพื่อน: ทรงนี้ดีจะตาย ดีกว่าทรงก่อนอีก

ตากล้อง: ผมว่าทรงเก่า ดีกว่า
เรา: ทรงเก่าดียังไง

ตากล้อง: ทรงเก่าเหมือนพอลล่า (ตรงไหน !!!)

กล้าคิดที่สุด แต่พี่ ถือ ว่า นี่คือ คำชม 55555

10.6.52

ยอมตัดใจ

หลังจากที่หายหน้า หายตา หายตัว ไปจากการอัพบล็อกซะหลายวัน อันเนื่องมาจาก Jobs in หรือ งานเข้า !!นั่นเองค่ะ 5555 งานเยอะได้อีก แต่คราวนี้ไม่เสียน้ำตาแล้วเพราะต่อมเซ้นสิทีฟ หยุดทำงานชั่วขณะ เลยทำให้การทำงานผ่านพ้นไปด้วยดี แถมเราเองยังรู้สึกสนุกไปกับมันด้วย

ถึงจะไม่ได้เข้ามาเขียนเรื่องราวของเราแต่ก็ยังแอบ ๆ แว่บ ๆ เข้ามาอ่าน blogs ของเพื่อน ๆ อยู่บ่อย ๆ เสมือนว่าถ้าไม่ได้อ่านแล้ว อาจจะตกข่าวได้ (เกี่ยวกันมั๊ยเนี่ย555)

ตั้งชื่อชวนให้ใจหาย ไม่ใช่ ตัดใจ หรือ ตัดใคร ออกไปจากชีวิต หรอกนะคะ...แต่เป็นการยอมตัดสินใจ ที่จะ "ตัด" ผมต่างหาก

หลังจากที่ได้เปลี่ยนจากผมตรง มาเป็น ผมดัด เมื่อเดือน 6 เดือนก่อน รู้สึกถูกอกใจกับทรงนี้เป็นอย่างมาก เพราะดูแลง่าย ไม่ต้องเข้าร้านทำผมบ่อย ๆ แค่สระผม แล้วใส่มูส ให้มันมีวอลลุ่มเป็นลอน ๆ แค่นี้จบแถมยังมีหลาย ๆ เสียงให้ความชื่นชม ว่าทรงนี้เหมาะ ทำแล้วดี ดัดแล้วสวย ก็เลยตั้งใจว่าจะไว้ทรงนี้ตลอดไป (ขนาดนั้นเลย 555) แต่ก็นั่นแหละนะ พอถึง ณ จุดนึง ก็เริ่มเบื่ออีกแล้ว ทำให้ต้องใช้ความคิดอยู่นานมากว่าจะทำยังไงกับผม ดี มี 4 ทางเลือก

1. ยืดผม แล้ว ไว้ยาว แต่กลัวผมจะยิ่งแห้งเสียไปกันใหญ่

2. ไดร์ตรงเพื่อให้ลอนผมมันคลาย แล้ว ค่อยบำรุงผม ฟื้นฟูสภาพเส้นผม

3. เล็มปลายแล้ว เปลี่ยนสีผมใหม่ คิดว่า "สี" คงจะช่วยให้ ผมดูดีขึ้นมาได้

4. ตัดสั้นไปเลย

ในที่สุดก็ขอเลือก ข้อ 2 ลองไดร์ตรงดู อยากรู้ว่า พอกลับมาไว้ผมตรงแล้วหน้าจะเป็นยังไง ความยาวผมอยู่ระดับไหนแล้ว แต่ด้วยความโชคร้ายของเรา ตอนเย็นฝนตกหนัก หลบไม่ทัน ผมกลับมาหยิกเหมือนเดิม เศร้า !!!

หลังจากวันฝนตก วันนั้นแล้ว เราก็เลิกเพ้อ เรื่องทำผม แบบว่า ลืมไปแล้ว ว่าอยากเปลี่ยนทรงผม แต่เหตุมาเกิดก็เมื่อ วันออกกองถ่ายที่เอสพลานาด


ช่างแต่งหน้า : (จับผมเราเล่น)อยากหน้าที่การงาน ชีวิตดีขึ้นเปล่า???

เรา : (ทำหน้างง ๆ) อยากซี่ ทำไงอ่ะพี่

ช่างแต่งหน้า: ไปอบผมซะนะอย่าให้มันแห้งกรอบ ผมที่สุขภาพดี จะส่งผลให้ชีวิตการงานทุกอย่างดี

เราไม่รู้หรอกว่าพี่เค้าเอามาจากตำราหมอดูเล่มไหน รู้แต่ว่า มันทำให้เราเสียเซลฟ์เลยทีเดียว รีบโทรหาแฟนสุดที่รักทันที แล้วก็เล่า ๆๆๆๆ เรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง แล้วก็ถามแฟนสุดที่รักว่า

เรา: ตะเองเค้าจะตัดดีมั๊ย???

แฟนสุดที่รัก:ก็ตัดไปซี่ ไม่มีอะไรจะเสียไปกว่านี้แล้วนิ ทำทรงไหน ก็เหมือนกันแหละ

น้าน....ให้มันได้อย่างนี่ สุดที่รัก 5555

เพื่อหน้าที่การงานและชีวิตที่ดี เรา ยอม (ขนาดนั้น 555เลย) จริง ๆ เรื่องของเรื่องเราอยากจะเปลี่ยนทรงผมอยู่แล้ว 80% ส่วนแรงกระตุ้นจากรอบข้างก็แค่ 20 % เท่านั้น แต่เป็น 20 % ที่มีอิทธิพลเชียวละ ถึงขั้นรีบแจ้นไปตัดผมเลย 55555 เลยเป็นที่มาของการตัดผมในครั้งนี้ ทรงผมใหม่ ตัดร้านใหม่ ช่างคนใหม่ แต่ แถว ม.เกษตร เหมือนเดิม แฟนสุดที่รักเห็นทรงใหม่ของเราครั้งแรก บอกว่า "ตัดผมสั้นแอ๊บเด็ก" เราถือว่า นั่นถือ "คำชม" 55555
แฟนสุดที่รัก: ตัดผมสั้น เดี๋ยวก็ต้องไปทำสีผมอีก

เรา: เค้าไม่ทำหรอก กลัวผมเสีย จะเลี้ยงให้ผมยาว

แฟนสุดที่รัก: เค้าไม่เชื่อตะเองหรอก

เรา: จริงจริ๊ง เชื่อเค้าเหอะ

(เค้าก็แค่จะไปเคลือบผมให้เงางาม แล้วก็ทำแฮร์สปาอาทิตย์ละครั้งเอ๊ง 55555)